Skip to Content

“แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”

January 3, 2018 • admin

การทำกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาเด็กในหลายๆ ครั้งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะกิจกรรมเหล่านั้นอาจไม่ได้มาจากความ “อยากทำ” ของตัวเด็ก แต่เกิดจากการจัดตั้งของผู้ใหญ่ แล้วให้เด็กเป็นเพียงผู้เข้าร่วม เด็กจึงขาดแรงจูงใจที่จะทำกิจกรรม ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นในการดึงเด็กและเยาวชนให้ก้าวมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์คือการที่ ผู้ใหญ่เปิด “เปิดโอกาส” ให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตัวเอง

ดังเช่น โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำมากว่า 3 ปีแล้ว นายชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก กล่าวถึงปัญหาของเด็กในยุคปัจจุบันว่า “เด็กรุ่นใหม่หลายคนมีชีวิตที่ “เดินตามร่อง” คือ 6 โมงเช้าออกจากบ้านไปโรงเรียน 5 โมงเย็นกลับเข้าบ้านวันหยุดไปเรียนพิเศษ ไม่ได้ทำกิจกรรมนอกเหนือจากการเรียนหรือสิ่งที่โรงเรียนให้ทำ ถ้าเราไม่ช่วยกัน “แชะ” ออกมา เขาอาจเติบโตขึ้นมาโดยขาดทักษะ สำหรับดำเนินชีวิตในสังคม” กระบวนการแซะเด็กออกจากร่องที่โครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ เลือกทำ คือการ “เปิดพื้นที่” ให้เด็กทำโครงการจากโจทย์ของบ้านเกิด โดยลงไปศึกษาชุมชนให้รู้จักปัญหาและสิ่งดีๆ ที่มีในท้องถิ่นเห็นความเชื่อมโยงระหวางตัวเองกับชุมชน และตระหนักว่าตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชนได้ ขณะเดียวกันพี่เลี้ยงในโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ จะทำหน้าที่เป็น “โคช” คอยหนุนเสริมด้วยกิจกรรมและเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ เช่น การทำ “แผนที่ชุมชน” ทำให้เห็นภาพรวมของชุมชนได้อย่างครบถ้วน ให้เห็นกลุ่มเป้ามหายที่จะทำงานต่อได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง การทำ “Project Management” หรือการบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้เห็นสถานการณ์ของชุมชน ศักยภาพ องค์ความรู้ และปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้รู้ที่ชุมชนมีด้วย เพราะถ้าเด็กมีข้อมูลชุมชนเหล่านี้แล้ว จะสามารถหยิบมาวางแผนการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการต่อไปได้ นอกจากการทำหน้าที่โคชน้องแล้ว พี่น้องโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ยังประสานความร่วมมือจาก “พี่เลี้ยงชุมชน” ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดีในชุมชนที่อยากมีส่วนส่วนส่งเสริมลูกหลานมาคอยช่วยแนะแนวทางให้น้องเวลาลงไปกิจกรรมจริงในชุมชนด้วย เพราะมองว่าการทำงานพัฒนาเด็ก จำเป็นต้องใช้การ “จับมือกัน” จากฝ่ายรอบตัวเด็ก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Categories: health news